Jojo Rabbit | ต่ายน้อยโจโจ้ (2019)

เว็บหนังออนไลน์

รีวิวหนัง : Jojo Rabbit I ต่ายน้อยโจโจ้ (2019)

 

ถ้าคุณอินกับหนังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผมแนะนำให้เข้า เว็บหนังออนไลน์ และเลือก Jojo Rabbit เป็นเรื่องแรกเลยครับ Jojo Rabbit คือ​ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่แสนโหดร้ายแต่เล่าในมุมมองสดใสของเด็กชายโจโจ้

เรื่องราวของ โจโจ้เด็กชายอายุ 10 ขวบในนาซีเยอรมนีช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขารักประเทศที่รักในประเทศชาติ อีกทั้งมีเพื่อนในจินตนาการเป็นอดอล์ฟฮิตเลอร์ ซึ่งเขาเชื่อเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด โจโจ้และยอร์กี้เพื่อนที่ดีที่สุดอีกคนไปที่ค่ายฝึกอบรมเยาวชนของฮิตเลอร์ซึ่งดำเนินการโดยกัปตันไคลเซนดอร์ฟ โจโจ้อยากเป็นนาซีที่เก่งที่สุดในค่าย แต่วันหนึ่งเด็กที่โตกว่าบางคนตัดสินใจทดสอบความมุ่งมั่นของเขาด้วยการสั่งให้เขาฆ่ากระต่าย โจโจ้ไม่สามารถทำได้เขาวิ่งหนีไป ฮิตเลอร์บอกเขาว่ากระต่ายมีคุณสมบัติที่ดีและกลับไปหาพวกมันและพิสูจน์กับพวกเด็กโตนั่นซะ ขณะที่ไคลเซนดอร์ฟแสดงให้เยาวชนเห็นถึงวิธีการขว้างระเบิดโจโจ้เขวี้ยงระเบิดเข้าไปในต้นไม้อย่างหาญกล้าแต่มันเด้งกลับมาตรงหน้าและระเบิดใส่เขาในระยะประชิด

เว็บหนังออนไลน์
เว็บหนังออนไลน์

ต่อมาโจโจ้ถูกนำส่งโรงพยาบาล เมื่อเขาตื่นขึ้นเขาพบรอยแผลเป็นที่ใบหน้าและขาข้างหนึ่งอ่อนแรง แม่ของเขาโรซี่พาเขากลับบ้านเพื่อพักฟื้น เธอพาเขาไปที่สำนักงานของไคลเซนดอร์ฟ ซึ่งเขาและทหารคนอื่นๆ ถูกลดขั้นจากเหตุการณ์ระเบิด เธอคุกเข่าขอร้องให้เขาทำให้โจโจ้เหมือนเด็กผู้ชายคนอื่นๆ แต่เขายังไม่สามารถเข้าร่วมอาสาได้เพราะอาการบาดเจ็บที่ขา เมื่อกลับบ้านเขาพบช่องลับและพบกับเอลซ่า เด็กสาวชาวยิวที่ซ่อนตัวอยู่ข้างใน โจโจ้กรีดร้องและต้องการบอกใครซักคนหรือฆ่าเธอทิ้งซะ แต่เธอเอาชนะเขาได้เธอบอกว่าจะควักไส้เขาออกมาถ้าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครและเกสตาโปจะฆ่าแม่ของเขาเพราะซ่อนเธอไว้ ในจัตุรัสกลางเมืองโจโจ้และแม่ของเขาเห็นศพเหยื่อที่ถูกแขวนคอ

เอลซ่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนและเป็นเพื่อนของลูกสาวที่เสียชีวิตของโรซี่ ในขณะเดียวกันโจโจ้และฮิตเลอร์ก็ระดมความคิดเกี่ยวกับวิธีกำจัดเอลซ่า โจโจ้เชื่อโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านชาวยิว เขาคิดว่าชาวยิวเป็นปีศาจที่ชั่วร้าย เขาตกลงที่จะไม่บอกใครแต่ยืนยันที่จะสัมภาษณ์เธอเพื่อศึกษาชาวยิว เขาจะเขียนลงในหนังสือเพื่ออธิบายกับนาซี เอลซาแต่งเรื่องราวขึ้นมาใหม่เพื่อให้โจโจ้กลัว เขาโกรธแม่ที่ซ่อนชาวยิวไว้แต่บอกเธอไม่ได้เพราะเขาตกลงกับเอลซ่า เขาบอกเธอว่าเขาปรารถนาให้พ่อของเขาที่หายตัวไปอยู่ที่นี่แทนเธอ โรซี่จึงสวมเสื้อแจ็คเก็ตและทาเขม่าบนใบหน้าเพื่อแสร้งทำเป็นพ่อ จากนั้นเธอก็บอกให้โจโจ้เต้นรำกับเธอ โรซี่เชื่อว่าการเต้นรำเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีที่จะมีอิสระภายใต้ระบอบนาซีนี้

โจโจ้ยังคงสัมภาษณ์กับเอลซ่า ซึ่งบอกเขาว่าเธอมีแฟนหนุ่มที่จะกลับมาหากันอีกครั้งเมื่อสงครามสิ้นสุดลง โจโจ้และฮิตเลอร์ทะเลาะกันมากขึ้น โดยฮิตเลอร์ยืนยันว่าเอลซ่าเป็นสัตว์ประหลาด ในขณะเดียวกันโรซี่แปะป้ายที่มีข้อความ ‘ฟรีเยอรมัน’ ไปทั่วเมือง

Jojo Rabbit | ต่ายน้อยโจโจ้ (2019)
Jojo Rabbit | ต่ายน้อยโจโจ้ (2019)

วันหนึ่งโจโจ้อยู่บ้านเมื่อเกสตาโปเข้ามาค้นบ้าน โจโจ้ตื่นตระหนกเมื่อรู้ว่าเอลซ่าอยู่ชั้นบน ไคลเซนดอร์ฟและฟิงเกลมาถึงที่เกิดเหตุ เอลซ่าเผยตัวตนและว่าเป็นน้องสาวของโจโจ้ เกสตาโปขอดูเอกสารของเธอและพวกเขาก็จากไป เอลซ่าบอกเขาว่าเธอมีวันที่ผิดในเอกสาร ไคลเซนดอร์ฟปล่อยพวกเขาไปแต่ต้องมีอันตรายตามมาแน่

โจโจ้เดินสำรวจเมืองและพบว่าแม่ของเขาถูกแขวนคอที่จัตุรัสกลางเมือง เขากลับบ้านและแทงเอลซ่าที่ไหล่ เอลซ่าปลอบโยนเขา โจโจ้วิ่งเข้าไปในเมืองซึ่งตอนนี้เป็นทหารเต็มตัวแล้ว ฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังใกล้เข้ามาและฮิตเลอร์ก็ฆ่าตัวตาย ไคลเซนดอร์ฟและฟิงเกล กำลังต่อสู้โดยสวมเครื่องแบบโฮมเมดที่ประดับด้วยตราสีชมพู ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะการต่อสู้และกองกำลังโซเวียตก็กวาดล้างนาซีทั้งหมดรวมทั้งโจโจ้ด้วย ไคลเซนดอร์ฟรับผิดคนเดียวและบอกว่าแม่ของเขาเป็นผู้หญิงที่ดี จากนั้นเขาก็เรียกโจโจ้ว่าเป็นชาวยิวและถ่มน้ำลายใส่เขา โจโจ้กรีดร้องขณะที่ไคลเซนดอร์ฟถูกประหารชีวิต

โจโจ้กลับมาพบกับยอร์กีที่ลังเลว่าจะทำอะไรต่อดี โจโจ้วิ่งกลับบ้าน เอลซ่าถามว่าใครชนะ โจโจ้หลงรักเธอ จึงโกหกว่านาซีชนะเพื่อให้เธอหลบอยู่ในบ้านกับเขาต่อไป เอลซ่าสารภาพว่าแฟนของเธอเสียชีวิตแล้ว โจโจ้บอกเธอว่าเขารักเธอและเธอก็บอกเขาว่าเธอก็รักเขาเช่นกันแต่ในแบบพี่น้อง ฮิตเลอร์เผชิญหน้ากับโจโจ้เป็นครั้งสุดท้ายด้วยมารมณ์โมโห โจโจ้เตะเขาออกจากหน้าต่างและเขาก็หายสาบสูญจากจินตนาการ โจโจ้พา เอลซ่าไปข้างนอก และหนังก็จบลงที่ทั้งคู่กำลังดวลเต้นกัน

หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังรางวัลที่ควรค่าแกการรับชมจนผมต้องเลือกมารีวิวหนังจาก เว็บดูหนัง 365hd.net ให้ใครหลายๆ คนที่เคยดูหรืออาจจะกำลำลังเล แม้บรรยากาศหนังทั้งเรื่องจะเต็มไปด้วยความสดใส ความน่ารักและไร้เดียงสาของเด็กๆ แต่เนื้อหากลับตรงกันข้าม แค่ได้ยินคำว่านาซี ก็พอจะเดาได้แล้วว่าคงไม่ใช่หนังที่ดูเมื่อยามคลายเครียด แต่ความสดใสไร้เดียงสาของเด็กเนี่ยแหละครับที่ทำให้เรื่องราวในนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและเห็นความเป็นมนุษย์ท่ามกลางความไร้มนุษยธรรมในสงคราม